ในการสอบเข้ารับราชการทุกสังกัดทั้ง ก.พ. เป็นยังไง ครูสังกัด ก.ค., สพฐ. ข้าราชการสังกัด กทม. อบต. เทศบาลมีการแข่งขันกันในอัตราที่สูงมากทั้งนี้เพราะว่ามีผู้ต้องการเป็นข้าราชการเป็นจำนวนมาก แต่จำนวนอัตราที่บรรจุมีน้อย ประกอบกับมีผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ในแต่ละปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งขันจึงนับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะสอบแข่งขันเข้ารับราชการในสังกัดต่าง ๆ จะต้องเตรียมตัวในการสอบให้พร้อม ท่านยังอยากทำงานราชการ
ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ การมีหนังสือที่ช่วยในการสอบแข่งขันกับคนอื่น ๆ ได้ ปัญหาที่สำคัญอันหนึ่งที่ผู้เขียนทราบก็คือ การขาดหนังสือที่ตรงกับหลักสูตรและเนื้อหาที่อธิบายวิชาการทำอย่างละเอียดเหมาะสมกับผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์น้อย ภาคความสามารถในการศึกษาวิเคราะห์และสรุปเหตุผล
2. ขั้นตอนการสอบเเข่งกันเข้ารับราชการ
– ขั้นตอนในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการในสังกัด ก.พ. ครูสังกัด ก.ค. ข้าราชการสังกัด กทม. และเทศบาล จะมีการสอบ 3 ภาค คือเเบบ
ภาค ก. ความรู้ความสามารถทั่วไป เป็นข้อสอบ ปรนัย 100 ข้อ 200 คะแนน แบ่งออกเป็น
1) แข่งขันวิชาความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์ และสรุปเหตุผล เป็นข้อสอบ ปรนัย 50 ข้อ รวม 100 คะแนน
2) ทดสอบวิชาภาษาไทย เป็นข้อสอบปรนัย 50 ข้อ รวม 100 คะแนน
ในส่วนของภาค ก.ความรู้ความสามารถทั่วไป โดยส่วนมากจะตัดผ่านที่ 60 % ของคะแนน
รวม (และไม่นำมาคิดคะแนนรวมกับภาค ข. ) คือสรุปคะแนนผ่าน 60% ของคะแนนรวมก็จะตรวจข้อสอบ ภาค ข. ต่อไป ถ้า้่ไม่ผ่าน 60 % ของคะแนนรวม ก็ถือว่าสอบตก
ข้อสำคัญจะงานหลวงงานราษฏร์ จะต้องเป็นคนที่รู้จักเก็บออม ถ้าทั้งกินทั้งเที่ยวเพื่อนไม่เก็บไม่ออม รายได้สูงก็ไม่เหลือ ค่ะ อยู่ที่คน นี่หละเหตุผลงานราชการ
งานราชการ เป็นน้ำที่ซึมบ่อทราบค่อยๆซึมออกมาทีละนิดทีหละหน่อย กินน้อยเเต่ได้กินนานไม่เเห้งพี่ยังอยากทำงานราชการทำไม งานราชการหางานขอนแก่น
ปัจจุบันการที่จะเข้ารับราชการได้นั้นต้องผ่านการเเข่งขันราชการก่อน การสอบราชการจำกำหนดมีช่วงระยะเวลาหรือสอบทั้งปี เราอาจจะต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักไปทำงานไกลเเสนไกล
เรื่องรายได้ อันนี้แน่นอนครับ ยังคงเห็นกันอย่างชัดเจนว่า เอกชนจะจ้างใครมักจะให้ค่าจ้างค่าแรงนั้นสูงกว่าทางราชการอยู่แล้ว เพื่อจูงใจให้คนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานกับองค์กร จริง ๆ ราชการที่มีระบบการสอบคัดเลือกก็อยากจะได้คนเก่งคนดีเหมือนกันนั่นแหละครับ และในหน่วยราชการหลาย ๆ แห่ง ก็มีสิทธิคัดคนดีเข้าไปทำงานเช่นกันครับ (เพียงแต่บางองค์กรมีเด็กฝาก มีเด็กเส้นเข้ามาด้วย แต่ก็ไม่ถือว่าจะทำให้องค์กรเสียหายมากนัก) โดยส่วนใหญ่ค่าจ้างก็มักจะต่างกันประมาณเกือบเท่าตัว เช่น สมมุติว่าจบปริญญาตรี ถ้าเข้าทำงานในหน่วยราชการก็อาจจะได้ประมาณ 6 พันเศษ ๆ ต่อเดือน ซึ่งถือว่าไม่มากนักครับ ผิดกับคนที่จบปริญญาตรี ถ้ามีความรู้ความสามารถพอประมาณ หากเข้าทำงานกับบริษัทเอกชนก็จะรับเงินเดือนอยู่ที่ประมาณหมื่นสอง หรือหมื่นสามพันบาท และพอทำงานกันไปสักระยะ เงินเดือนราชการจะค่อย ๆ กะเถิบขึ้นไปทีละน้อยและเริ่มห่างกัน บางคนทำราชการติดต่อกันตั้งแต่จบชั้นปริญญาตรี ทำ 5 – 6 ปี เงินยังไม่ถึงหมื่นบาทเลยครับ ในขณะที่เอกชนจะโดดไปเร็วมาก ยิ่งถ้าหากขยันขันแข็ง กพ ทำงานอาจจะได้รับเงินเดือนประมาณ 3 – 5 หมื่นบาททีเดียวล่ะครับ
ค่าจ้างในระบบราชการจะเดินไปช้า ๆ ครับกว่าจะได้มากพอสมควรก็ต้องอาศัยเวลาเป็นสิบ ๆ ปีเป็นหลัก แต่ก็จะขยับขึ้นไปอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะหากทำราชการแบบที่เขาเรียกกันว่าประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ ก็จะขยับไปเรื่อย ๆ ไม่มีเพดานคอยกำหนด แต่ในขณะที่บริษัทเอกชนเริ่มจะหันมาทบทวนกับพวกที่ทำงานมานาน เงินค่าจ้างที่ได้รับชักเริ่มสูง เริ่มจะมีการกั๊กเพดานเอาไว้บ้าง ต้องปรากฎว่ามีฝีไม้ลายมือจริง ๆ เงินค่าจ้างจึงจะสูงตามไปด้วย หากทำงานไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เอกชนจะเริ่มมาคิดแล้ว ถ้าจ้างคน ๆ นี้กินค่าจ้างเดือนละ4หมื่น แต่ไม่มีอะไรเด่น มากสู้เอาออกมาแล้วยังสามารถเอาค่าจ้างไปจ้างเด็ก ๆ ที่จบมาใหม่ได้ตั้งหลายคน อันนี้แหละคือความจริงและความเจ็บปวดที่คนทำงานในภาคเอกชนหลายคนเคยประสบมา
กลายเป็นว่าปรัชญาการทำงานของเอกชนเข้าทำนองประเภทของหมาล่าเนื้อครับ คือ พอหมดเขี้ยวเล็บแล้วก็จะโล๊ะทิ้งไป ไปเอาใหม่ประเภทแข็งแรง ทนทาน มีเขี้ยวเล็บมากกว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หากคิดจะทำงานเอกชนเงินดี ก็ต้องคิดและทำใจ กลายเป็นว่าเมื่ออายุมากขึ้นยิ่งเหนื่อยหรือเข้าข่ายประเภทยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ในราชการนั้นก็จะค่อย ๆ ขยับจนแทบดูเหมือนว่าบางปีเงินเดือนจะไม่ขึ้นด้วยซ้ำ เอกชนบางแห่งยังมีเงินโบนัสมาล่อใจอีกแน๊ะ !นี่หละงานของน้องเราต้องไหวทน เพื่องานที่เพื่อนทำ
งานราชการเเละงานเอกชนมีดีเเค่ไหนอย่างไรต้องการทำงานยังไง หรือต้องการเเค่ประเดี๋ยว
